ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น?

Energy Shock

ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock

ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น?

Energy Shock

“หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจจริง พลังงานย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง และพลังงานต้องอยู่ในมือของเราเอง” วิสัยทัศน์ของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนตั้งแต่ปี 2021 กลายเป็นภาพสะท้อนความจริงอันทรงพลังในวันนี้ เมื่อโลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่จากสงครามตะวันออกกลางที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในจุดคอขวดของระบบพลังงานระหว่างประเทศ

ท่ามกลางวิกฤต ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังจีน ในฐานะมหาอำนาจที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากท่าทีที่ดู ‘นิ่งสงบ’ กว่าหลายประเทศในเอเชียด้วยกันเอง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ ‘เจ็บหนัก’ จากการปิดเส้นทางพลังงานของโลกมากที่สุด ทั้งนี้ เซบาสเตียน มัลลาบี (Sebastian Mallaby) นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศจาก Council on Foreign Relations (CFR) วิเคราะห์ไว้ว่า จีนคือหลุมหลบภัยด้านพลังงานของโลก เนื่องจากการออกแบบระบบล่วงหน้าเพื่อรับมือวิกฤตมาอย่างยาวนาน ทั้งการสะสมคลังน้ำมันสำรองมหาศาลและการสร้างเครือข่ายกระจายความเสี่ยงที่ซับซ้อน

ขณะที่ คัลลัม โจนส์ (Callum Jones) รองบรรณาธิการข่าวธุรกิจจาก The Guardian ชี้ว่า สถานการณ์ของจีน ‘มั่นคง’ กว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นผลลัพธ์จากการเตรียมการล่วงหน้าหลายปีเพื่อไม่ให้ชะตากรรมทางเศรษฐกิจต้องฝากไว้กับความผันผวนของโลกที่ควบคุมไม่ได้ จากวิกฤตตะวันออกกลางที่เรื้อรังตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากเส้นเลือดดังกล่าว จะเห็นได้จากหลายประเทศเริ่มออกมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือวิกฤต เช่น ฟิลิปปินส์ประกาศวันทำงานเพียง 4 วันเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ขณะที่อินโดนีเซียเร่งหาทางหลีกเลี่ยงการใช้คลังสำรองที่มีอยู่จำกัดเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ปรากฏว่า จีนดูสงบนิ่งกว่าเพื่อนบ้านในเอเชียหลายประเทศ เพราะมี ‘แต้มต่อ’ จากการเตรียมความพร้อมหลายปีเพื่อรับมือพลังงานโลก coinmasterx

 

ทั้งนี้ มัลลาบี ผู้เชี่ยวชาญจาก CFR วิเคราะห์ในรายการ The Spillover

ว่า สงครามอิหร่านกำลังเผยให้เห็นบทบาทที่น่าสนใจของจีน เพราะขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก ทว่าจีนกลายเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ที่ปลอดภัย โดยสรุปคำตอบเป็นเหตุผลหลัก 4 ข้อด้วยกัน

1.จีนมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ ปัจจุบัน จีนมีน้ำมันสำรองกักตุนไว้มากพอที่จะสามารถรองรับการบริโภคภายในประเทศได้นานถึง 100 วันโดยไม่ต้องนำเข้าน้ำมันจากภายนอก ซึ่งคลังสำรองนี้มีขนาดใหญ่กว่าของเกาหลีใต้ เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกถึง 12 เท่า มัลลาบีเล่าว่า เขามีประสบการณ์ไปเยือนจีน 8 วันเมื่อไม่นานนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องผลกระทบจากสงครามหรือวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แม้แต่การประชุมสองสภา เพราะประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาล คนจีนจึงยังไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากวิกฤต และรอดูสถานการณ์ข้างหน้าไปก่อนได้

2.จีนกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและแหล่งพลังงานอย่างรัดกุม แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 50% แต่ก็ยังน้อยกว่าประเทศอย่างญี่ปุ่นที่พึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวถึง 90% ขณะที่จีนยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพียง 10% ของสัดส่วนพลังงาน ถือว่าต่ำกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถึงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ จีนยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากกว่าครึ่งหนึ่งจากท่อส่งก๊าซรัสเซีย ทำให้หลีกเลี่ยงผลกระทบจากการที่เส้นทางขนส่งทางเรือถูกโจมตีหรือปิดกั้นได้

3. ความเชื่อเรื่องรัฐบาลจีนพร้อมแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ มีการวิเคราะห์ว่า แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ แต่ตลาดการเงินและค่าเงินทรงตัวได้ดีกว่าประเทศอื่น (รวมถึงประเทศผู้ส่งออก) เพราะตลาดเชื่อว่า รัฐบาลจีนจะเข้าแทรกแซง หากเกิดความผันผวนที่รุนแรง ทั้งนี้ รีเบคกา แพตเทอร์สัน (Rebecca Patterson) นักลงทุนและนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคจาก CFR และผู้ดำเนินรายการร่วมระบุว่า แม้การแทรกแซงไม่ใช่ระบบที่กันกระแทกได้ 100% แต่ก็เป็นแต้มต่อทำให้จีนมี ‘พื้นที่ในการตั้งรับ’ มากกว่าประเทศอื่น