Volkswagen จ่อปลด 1 แสนตำแหน่ง ปิด 4 โรงงานในเยอรมนี ดิ้นสู้รถ EV จีนที่รุกหนักทั้งในจีนและยุโรป

Volkswagen จ่อปลด 1 แสนตำแหน่ง ปิด 4

โรงงานในเยอรมนี ดิ้นสู้รถ EV จีนที่รุกหนักทั้งในจีนและยุโรป

ค่ายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป เตรียมปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ด้วยการปลดพนักงานมากถึง 100,000 ตำแหน่ง หรือราว 15% ของพนักงานทั่วโลก พร้อมยุติการผลิตใน 4 โรงงานที่เยอรมนี เพื่อรับมือการรุกคืบอย่างรวดเร็วของคู่แข่งรถยนต์จากจีน หากดำเนินการสำเร็จ จะถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 89 ปีของบริษัท และเป็นหนึ่งในโครงการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการ

ตามรายงานของ Manager Magazin สื่อธุรกิจของเยอรมนีที่เปิดเผยแผนนี้เป็นรายแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากแผนเดิมที่ Volkswagen เคยตกลงกับสหภาพแรงงานไว้ว่าจะลดพนักงานในเยอรมนีราว 50,000 ตำแหน่งภายในปี 2030  coinmasterx

นอกจากการปลดพนักงานแล้ว แผนใหม่ยังครอบคลุมการยุติการผลิตใน 4 โรงงาน ได้แก่ โรงงานของ Volkswagen ที่เมืองฮันโนเวอร์, ซวิคเคา และเอมเดน รวมถึงโรงงานของ Audi ที่เมืองเน็คคาร์ซุล์ม พร้อมลดงบลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้าลงราว 15% เหลือเพียงกว่า 130,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.95 ล้านล้านบาท)

แผนปรับโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์ ในเชิงตัวเลขแล้ว การปลดพนักงาน 100,000 ตำแหน่งและปิดโรงงานประกอบรถยนต์ 4 แห่ง ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยจะแซงหน้าการปลดพนักงาน 74,000 ตำแหน่งของ General Motors ในช่วงทศวรรษ 1990 และ 60,000 ตำแหน่งของ IBM ในปี 1993

นอกจากนี้ Manager Magazin ยังระบุว่า โอลิเวอร์ บลูเม ซีอีโอของ Volkswagen และอาร์โน อันท์ลิทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน มีเป้าหมายปรับโครงสร้างบริษัทอายุ 89 ปีแห่งนี้ในทุกด้าน ซึ่งรวมถึงการแยกแบรนด์ Volkswagen และธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ออกมาเป็นบริษัทอิสระด้วย

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้บลูเมได้เริ่มต้นการปรับโครงสร้างธุรกิจหลักมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2024

และหลังการเจรจาอันยืดเยื้อกับสหภาพ ก็ได้ข้อสรุปเป็นการปลดพนักงานโดยสมัครใจราว 35,000 ตำแหน่งภายในปี 2030 โดยไม่ปิดโรงงาน ก่อนที่ตัวเลขรวมจะขยับขึ้นเป็นราว 50,000 ตำแหน่งเมื่อรวมการเจรจาที่ Audi และ Porsche

เซ่นศึกรถจีนที่รุกหนักทั้งสองสมรภูมิ แรงกดดันที่ทำให้ Volkswagen ต้องเร่งปรับตัวมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากค่ายรถจีน ทั้งภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น และความต้องการในตลาดยุโรปที่ซบเซา ซึ่งบริษัทยอมรับว่าทำให้โมเดลธุรกิจแบบเดิมที่ผลิตรถในยุโรปแล้วส่งออกไปขายทั่วโลกนั้นไปต่อไม่ได้อีกแล้ว

สถานการณ์ในจีนซึ่งเคยเป็นตลาดทำกำไรหลักของ Volkswagen สะท้อนภาพชัดเจน โดยข้อมูลจาก AlixPartners ระบุว่าส่วนแบ่งตลาดของค่ายรถที่ไม่ใช่สัญชาติจีนลดลงเหลือ 32% ในปี 2025 จากที่เคยสูงถึง 57% ในปี 2020 ทำให้ Volkswagen ที่เคยครองแชมป์ค่ายรถอันดับหนึ่งในจีน ถูก BYD แซงขึ้นเป็นที่หนึ่งตั้งแต่ปี 2024 และร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 ในปี 2025